ไม่ว่าใครก็ต้องเคยมีประสบการณ์เกิดแผลภายในช่องปากหรือที่เราเรียกกันว่า “ร้อนใน” ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ล้วนจะต้องเคยเกิดอาการนี้กันอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งแน่นอน และถึงแม้จะเป็นอาการที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติ เกิดขึ้นมาแล้วเดี๋ยวแผลนี้ก็จะหายไปเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาการร้อนในสร้างความเจ็บปวดและรำคาญใจให้อยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากจะทำให้รู้สึกทรมานและเป็นปัญหาเวลาบดเคี้ยวอาหารแล้ว อาการร้อนในยังบ่งบอกถึงสุขภาพบางอย่างได้ด้วย
ดังนั้น หากมีอาการร้อนในอย่านิ่งนอนใจ ควรที่จะรีบหาสาเหตุว่า ร้อนในเกิดจาก อะไร และหาวิธีการรักษารวมถึงป้องกันการเกิดซ้ำ ซึ่งในบทความนี้ Curaprox ได้รวบรวมวิธีการทั้งหมดเอาไว้แล้ว ดังนี้

อาการของร้อนใน
ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกันว่าอาการร้อนในคืออะไร และมีลักษณะอย่างไรบ้าง
ร้อนใน คือ โรคที่เกิดขึ้นที่เนื้อเยื่อบุผิวช่องปากที่ทำให้รู้สึกเจ็บ อาจเกิดขึ้นตำแหน่งเดียวหรือหลายตำแหน่งพร้อมกันก็ได้ เช่น ที่ริมฝีปากด้านใน ลิ้น แก้ม ส่วนลักษณะของร้อนในจะเกิดเป็นจุดแดงหรือตุ่ม ต่อมาจะพัฒนาแยกออกมาเป็นแผลเปิด อาจมีรูปร่างเป็นวงกลมหรือวงรี มีสีขาว ตรงกลางมีสีเหลือง ขอบมีสีแดงนูนออกมา ในบางรายอาจมีอาการอื่น ๆ เกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น อาการไข้ หรือต่อมน้ำเหลืองบวม เป็นต้น โดยอาการจะมีอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับขนาดของแผล ซึ่งจะมีด้วยกัน 3 รูปแบบ คือ
- แผลร้อนในขนาดเล็ก ไม่เกิน 1 เซนติเมตร พบได้บ่อยที่สุด สามารถหายเองได้
- แผลร้อนในขนาดใหญ่ มีขนาดเกินกว่า 1 เซนติเมตร
- แผลร้อนในแบบกลุ่ม โดยแผลมักมีขนาดเล็กประมาณ 2-3 มิลลิเมตร แต่มักรวมกันอยู่เป็นกลุ่ม
ร้อนในเกิดจาก อะไร
อาการร้อนใน (Aphthous Ulcers) เป็นอาการที่ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่ชัดเจน แต่ทางแพทย์สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นจากปัจจัยกระตุ้นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น…
- ร้อนในที่เกิดจากอาการบาดเจ็บ เช่น การกัดโดนเนื้อเยื่อในช่องปากจนเกิดเป็นแผล แปรงฟันแรงๆ จนทำให้เกิดแผล การดัดฟันแล้วอุปกรณ์จัดฟันเกี่ยวจนเกิดเป็นแผล เป็นต้น
- ร้อนในที่เกิดจากความเครียดที่เกิดจากอารมณ์และสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดอาการร้อนใน
- ร้อนในที่เกิดจากการแพ้อาหารได้ เช่น แพ้ถั่ว ชีส ช็อกโกแลต สตรอว์เบอร์รี เป็นต้น
- ร้อนในที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงที่มีประจำเดือน
- ร้อนในที่เกิดจากการขาดวิตามินหรือแร่ธาตุบางชนิด เช่น วิตามินบี 12, ธาตุเหล็ก เป็นต้น
- ร้อนในที่เกิดจากการกินยาบางชนิด เช่น NSAIDs, กลุ่มยาต้านอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ฯลฯ
- ร้อนในที่เกิดจากการสัมผัสสารเคมี เช่น การรับประทานอาหารที่มีความเป็นกรดสูง การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้น้ำยาบ้วนปาก เป็นต้น
วิธีรักษาและป้องกันการเกิดอาการร้อนใน
แผลร้อนในนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยที่มากระตุ้น ดังนั้น จึงควรรักษาตามสาเหตุและอาการที่ทำให้เกิดแผลร้อนในก่อนและทำการดูแลป้องกันควบคู่ไปด้วยเพื่อลดสาเหตุที่จะทำให้เกิดอาการร้อนในซ้ำได้ในอนาคต เช่น
- หากเกิดอาการร้อนในจากการแปรงฟันแรงหรือใช้แปรงสีฟันที่มีขนแข็งมากจนเกินไป จนทำให้เกิดแผลภายในช่องปาก สิ่งแรกที่ควรทำเลยก็คือ การเปลี่ยนแปลงสีฟันใหม่ให้เป็นแปรงสีฟันขนนุ่มที่มีความปลอดภัยต่อเหงือกและฟัน รวมถึงยังทำความสะอาดซอกซอนบริเวณต่างๆ ในช่องปากทั้งบนฟัน และขอบเหงือกได้ดีกว่า นอกจากนี้ก็ควรปรับเปลี่ยนวิธีการแปรงฟันให้ถูกต้อง ไม่ควรเน้นแค่การแปรงแรงๆ ที่เสี่ยงทำให้เกิดอาการเหงือกร่น, มีโอกาสทำให้วัสดุอุดฟันเสียหาย, ทำให้คอฟันสึกได้ (อ่านวิธีการแปรงฟันที่ถูกต้องได้ที่ วิธีแปรงฟันอย่างถูกวิธี ด้วยเทคนิคจากทันตแพทย์ เพื่อสุขภาพฟันที่ดี)
- หากเกิดอาการร้อนในจากการสัมผัสสารเคมี อย่างเช่น การใช้น้ำยาบ้วนปาก แนะนำให้เข้าพบกับทางทันตแพทย์เพื่อทำการรักษา และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากแล้วหันมาใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ แทน เช่น แปรงซอกฟัน แปรงกระจุก หรือใช้วิธีการพกแปรงสีฟันไว้สำหรับแปรงหลังจากรับประทานอาหารระหว่างวันแทน เป็นต้น
- หากเกิดอาการร้อนในจากความเครียด แนะนำให้เปลี่ยนพฤติกรรมที่ช่วยทำให้ร่างกายผ่อนคลายมากขึ้น เช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากิจกรรมที่ชอบทำเป็นประจำ เป็นต้น
- การรับประทานอาหารเองก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้แผลมีอาการรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น ในช่วงที่เป็นร้อนในควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด รวมไปถึงขนมหวานที่เหนียว และแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้แผลรุนแรงมากขึ้น ควรใช้หลอดดูดน้ำแทนการดื่มน้ำจากแก้วโดยตรง และรับประทานอาหารที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเยื่อบุช่องปากจำพวกอาหารอ่อน เย็น เช่น ไอศกรีม แตงโม วุ้น เต้าฮวยเย็น เป็นต้น รวมถึงควรปรับเปลี่ยนอาหารการกินใหม่ โดยเน้นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผักผลไม้ที่มีกากใย ดื่มน้ำให้มากๆ และควรลดของมัน ของทอดลงด้วย
- สำหรับใครที่พบว่ามีแผลร้อนในที่เกิดจากการกัดโดนเนื้อเยื่อในช่องปากจนเกิดเป็นแผล แนะนำให้เข้ารับการตรวจจากทันตแพทย์ เพื่อหาสาเหตุ เพราะอาจจะเกิดจากฟันที่มีลักษณะในการสบกันที่ผิดปกติ จนทำให้เกิดแผลอยู่บ่อยๆ ได้เช่นกัน
- ในกรณีที่แผลมีอาการรุนแรงใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดทาเฉพาะที่ป้ายบริเวณแผล จะลดอาการเจ็บและอักเสบ ทำให้แผลหายเร็วขึ้นได้เช่นกัน
- หากเกิดแผลร้อนใน ควรดูแลสุขอนามัยภายในช่องปากด้วยการแปรงฟันหลังรับประทานอาหาร และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดแผลภายในช่องปาก โดยเฉพาะผู้ที่จัดฟันที่จะต้องคอยระวังเครื่องมือจัดฟันไม่ให้ไปเกี่ยวกับเนื้อเยื่อภายในช่องปากด้วยการใช้ขี้ผึ้งจัดฟันแปะที่แบร็คเก็ตหรือลวด เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของกระพุ้งแก้มได้

(ลองดูชุด CURAPROX Ortho Kit อุปกรณ์ช่วยดูและทำความสะอาดภายในช่องปากสำหรับคนจัดฟันของ Curaprox แปรงสีฟันสำหรับผู้ติดเครื่องมือจัดฟัน แปรงกระจุก แปรงซอกฟัน ไปจนถึงขี้ผึ้ง ที่พกพาง่าย มีชุดเดียวรับรองช่วยคุณได้แน่นอน)
สรุป
อาการร้อนใน เกิดจากหลายปัจจัยที่เข้ามากระตุ้นจนทำให้เกิดแผลขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านั้นอาจจะเป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การมีประจำเดือน การรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ฯลฯ ซึ่งอาการร้อนในที่เกิดขึ้นก็อาจจะต้องทำการรักษาไปตามอาการเพื่อบรรเทาจนกว่าจะหายดี แต่ก็มีอีกหลายปัจจัยที่เราสามารถแก้ที่ต้นเหตุได้ เช่น การแปรงฟันแรง การใช้แปรงสีฟันแข็งๆ ความเครียด หรือพฤติกรรมอื่นๆ ที่ถ้าคนไข้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเองเสียใหม่ก็จะช่วยป้องกันการเกิดอาการร้อนในได้อย่างเห็นผล
ที่มา:

