ดูแลผู้สูงอายุ

เมื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หลายครอบครัวต้องดูแลผู้สูงอายุที่เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจทำให้หลายคนอาจต้องพบกับปัญหามากมาย เนื่องจากร่างกายของผู้สูงอายุจะค่อยๆ เสื่อมลงทีละนิด ผู้สูงอายุหลายคนพบว่า การขยับเคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่วดังเดิม ความคิดที่เคยโลดแล่นอย่างรวดเร็วก็เริ่มถดถอย ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้สูงอายุทำให้ซึมเศร้าได้ง่ายมาก 

และด้วยความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบพร้อมกันเหล่านี้ ทำให้ผู้สูงอายุอาจตั้งตัวไม่ทัน คนรอบข้างเองจึงต้องเตรียมตัวรับมือด้วยการศึกษาวิธีการดูแลผู้สูงอายุ (อัปเดตล่าสุดปี 2022) ที่จะช่วยทำให้ผู้สูงอายุในบ้านสุขภาพกายและใจแข็งแรง ว่าแต่จะมีเรื่องอะไรที่ต้องรู้บ้าง ตามไปดูพร้อมกันเลย

1.หมั่นดูแลผู้สูงอายุให้ออกกำลังกายเบาๆ อย่างสม่ำเสมอ

เมื่อร่างกายเข้าสู่วัยสูงอายุแล้วการขยับเคลื่อนไหวอาจทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหากไม่มีการขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เกิดการติดขัดบริเวณข้อต่อได้ง่าย ทั้งยังเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น โดยการออกกำลังกายของผู้สูงอายุควรเป็นการออกกำลังกายเบาๆ เช่น การเดินเล่น ปั่นจักรยานหรือเดินในน้ำ ก่อนจะขยับไปสู่การออกกำลังกายที่หนักขึ้น อย่างการเต้นแอโรบิก แต่ทั้งนี้ ก็ควรระมัดระวังอย่าให้ออกกำลังหนักเกินไปด้วยเช่นกัน

2.ดูแลผู้สูงอายุให้แข็งแรงด้วยอาหารเพื่อสุขภาพ

วิธีการดูแลผู้สูงอายุจากภายใน เรื่องอาหารนับเป็นส่วนสำคัญอย่างมากทีเดียว เพราะการขยับร่างกายน้อยลง หรือใช้แรงงานน้อยลง จะทำให้อาหารที่ร่างกายต้องการมีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จากที่ต้องการกลุ่มแป้ง น้ำตาลและไขมัน เพื่อสร้างพลังงานในการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นหลัก แนะนำให้เปลี่ยนเป็นการรับประทานอาหารในกลุ่มแร่ธาตุ วิตามินและโปรตีนจากเนื้อปลามากขึ้น เพื่อบำรุงร่างกายโดยเน้นประกอบอาหารในรูปแบบต้ม นึ่ง ย่างและอบเป็นหลัก  เพื่อลดการบริโภคน้ำมันจากประเภทอาหารผัดหรือทอดซึ่งสามารถสะสมจนเกิดเป็นอันตรายสำหรับผู้สูงอายุได้ 

นอกจากนี้ อาหารประเภทต้ม นึ่ง ย่างและอบยังช่วยรักษาสุขภาพฟันและเหงือกให้แข็งแรงได้ด้วยเพราะอาหารประเภทโดยส่วนใหญ่จะเคี้ยวง่าย นิ่ม ไม่ทำร้ายเหงือกและฟันของผู้สูงอายุอีกด้วย หรือจะเลือกรับประทานเป็นอาหารที่ช่วยบำรุงสุขภาพฟันอย่างอาหารที่มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส เช่น เต้าหู้ งา ไข่นมและผักใบเขียว พร้อมกับธัญพืชไม่ขัดสี ผัก และผลไม้ เพราะมีไฟเบอร์ที่ช่วยลดการเกิดฟันผุและคราบหินปูนได้

3.ช่วยกันควบคุมดูแลน้ำหนักของผู้สูงอายุ

หากต้องการดูแลผู้สูงอายุให้มีร่างกายแข็งแรง การควบคุมน้ำหนักถือเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างยิ่งเลยทีเดียว เพราะร่างกายของผู้สูงอายุจะมีระบบการเผาผลาญที่มีประสิทธิภาพการทำงานลดลง ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ง่ายและทำให้เกิดโรคตามมาได้ง่ายกว่าทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้นแล้วการเคลื่อนไหวร่างกายย่อมลำบากตามไปด้วย และอาจส่งผลต่อเนื่องไปยังส่วนอื่นๆ เช่นกระดูก หัวใจและหลอดเลือดได้ 

โดยการควบคุมน้ำหนักสำหรับผู้สูงอายุนั้นสามารถทำได้โดยการควบคุมอาหาร เช่น ไม่กินของหวานซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดฟันผุและทำให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาได้ รวมถึงควรงดของมัน ของทอด เพราะอาจทำให้เกิดไขมันสะสมในเส้นเลือดได้ นอกจากนี้ ควรจะออกกำลังกายเบาๆ อย่างการเดินหรือปั่นจักรยานควบคู่กันไปกับการดูแลเรื่องอาหารการกินด้วย

4.มอบสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมในการพักผ่อนให้กับผู้สูงอายุ

เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุแล้วย่อมเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาการพักผ่อนของชีวิต การมอบสิ่งแวดล้อมที่ดีทั้งอากาศปลอดโปร่ง บริสุทธิ์ท่ามกลางธรรมชาติ หรือจะเป็นการปรับเปลี่ยนพื้นที่ในบ้านให้มีพื้นที่เคลื่อนไหวได้ง่าย ล้วนแต่เป็นสิ่งจำเป็นในการดูแลผู้สูงอายุให้สามารถพักผ่อนได้อย่างปลอดภัยและสบายใจ โดยเฉพาะการพาผู้สูงอายุไปเที่ยวสถานที่ธรรมชาติอย่างต่างจังหวัดหรือสวนสาธารณะบ่อยๆ ก็จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจที่ปลอดโปร่งมากขึ้นด้วย

5.ดูแลผู้สูงอายุด้วยการทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว

ผู้สูงอายุ

สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในวัยเกษียณที่ไม่ได้มีสังคมภายนอกทั้งจากเพื่อนฝูงหรือเพื่อนร่วมงานแล้ว ครอบครัวจึงเป็นกลุ่มสังคมเดียวที่ใช้เวลาด้วยมากที่สุดและยังส่งผลต่อจิตใจมากที่สุดด้วย ดังนั้น การมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือการตัดสินใจภายในครอบครัวจึงจะช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกถึงคุณค่าของตนเองได้มากที่สุด ซึ่งนับเป็นการดูแลผู้สูงอายุในด้านของจิตใจได้เป็นอย่างดี โดยกิจกรรมที่สามารถทำร่วมกันได้ทุกวัยในครอบครัว

ตัวอย่างเช่น การทำอาหารเพื่อรับประทานร่วมกันภายในครอบครัว ซึ่งควรเน้นเป็นอาหารที่ค่อนข้างนิ่มและไม่ทำอันตรายกับเหงือกและฟัน เพราะหากผู้สูงอายุไม่สามารถรับประทานได้อย่างเพลิดเพลิน อาจทำให้ไม่มีความสุขในการกินได้ เป็นต้น

6.ขณะดูแลผู้สูงอายุให้หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายอยู่เสมอ

ในการดูแลผู้สูงอายุจำเป็นต้องมีการสังเกตความผิดปกติของร่างกายผู้สูงอายุอย่างละเอียดอยู่เสมอ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เล็กน้อยสามารถบอกถึงความผิดปกติที่ร้ายแรงของร่างกายได้เลยทีเดียว เนื่องจากร่างกายของผู้สูงอายุไม่สามารถฟื้นฟูได้รวดเร็วเหมือนเด็กวัยหนุ่มสาว ทำให้อาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ส่งผลต่อสุขภาพได้มากเป็นพิเศษ 

โดยเฉพาะความผิดปกติอย่างการคลำเจอก้อนเนื้อผิดปกติ การกลืนอาหารหรือพูดลำบาก เนื่องจากภาวะน้ำลายแห้ง อาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติในช่องปาก เช่น อาการเสียวฟันเพราะคอฟันสึกทำให้ไม่อยากทานอาหาร หรือทานอาหารได้น้อย ซึ่งหากมีอาการผิดปกติเหล่านี้ควรติดตามอย่างใกล้ชิดหรือเข้าปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด

7.ป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการดูแลผู้สูงอายุคือการเกิดอุบัติเหตุ แม้เป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กๆ อย่างการสะดุดล้มก็สามารถสร้างความเสียหายให้กับร่างกายได้มากกว่าคนในวัยอื่นๆ และอาจเกิดผลกระทบที่ร้ายแรงตามมาได้ โดยสาเหตุของอุบัติเหตุนั้นอาจเกิดจากการทรงตัวที่ไม่มั่นคง เพราะเท้าบวมหรือเลือดไหลเวียนไปยังสมองน้อยลงทำให้เกิดอาการหน้ามืดได้ 

ยิ่งไปกว่านั้นอุบัติเหตุสำหรับผู้สูงอายุยังเป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อนที่อาจเกิดขึ้นในจุดที่เรามองไม่เห็นเช่น ในช่องปาก โดยอาจมีสาเหตุจากการเคี้ยวของแข็งหรือแปรงฟันแรงเกินไป ทำให้เหงือกเป็นแผลหรือฟันโยกคลอน หรือการกินของหวานทำให้เกิดฟันผุและโรคภายในช่องปากอื่นๆ ตามมาได้ ซึ่งการดูแลผู้สูงอายุนั้นจะต้องป้องกันเรื่องไม่คาดคิดเช่นนี้เพิ่มเติมด้วย

8.ทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุ

สิ่งสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุ คือ ความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เสื่อมถอยลงโดยอาจขยับเคลื่อนไหวได้ไม่ทันใจหรือความเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนที่ทำให้อารมณ์แปรปรวนมากขึ้น ผู้ดูแลหรือบุคคลในครอบครัวจะต้องมีความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเป็นอย่างดี เช่น เรี่ยวแรงลดน้อยลงจนอาจไม่สามารถจับยึดสิ่งของหรือทำกิจกรรมได้นานนัก ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างการรับประทานอาหาร ทำให้เกิดความทุกข์ที่กระทบต่อจิตใจ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ดังนั้น หากครอบครัวเข้าใจและอยู่เคียงข้างจะช่วยให้ผู้สูงอายุแข็งแรงขึ้นได้ทั้งกายและใจเลยทีเดียว

9.หมั่นตรวจเช็กสุขภาพร่างกายประจำปีและสุขภาพฟันทุก 6 เดือน

ร่างกายของผู้สูงอายุจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การตรวจสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำเมื่อดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะในเรื่องของความดัน เบาหวานและโรคประจำตัวอื่นๆ 

และที่สำคัญยังต้องหมั่นตรวจเช็กสุขภาพช่องปากด้วยการไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน และทำการรักษาความสะอาดสุขภาพช่องปากโดยการแปรงฟันอย่างถูกวิธีทุกวันซึ่งสามารถทำได้เองที่บ้าน แต่ถ้าหากผู้สูงอายุเริ่มไม่มีแรงจับยึดสิ่งของได้นาน หรือข้อมือมีปัญหา อาจส่งผลต่อการดูแลความสะอาดช่องปาก สามารถเปลี่ยนจากการใช้แปรงสีฟันปกติมาเป็นการใช้แปรงสีฟันไฟฟ้า อย่างแปรงสีฟัน Curaprox Hydrosonic pro  ที่ใช้การสั่นช่วยลดการออกแรงของข้อมือและขจัดคราบแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคฟันผุและเหงือกอักเสบซึ่งพบมากในผู้สูงอายุแทนแปรงสีฟันปกติได้ด้วย

สรุป

ในการดูแลผู้สูงอายุนั้นต้องอาศัยความใส่ใจเป็นอย่างมากเพราะเรื่องที่เคยเล็กน้อยสำหรับวัยรุ่นหรือวัยทำงานนั้น พอเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุแล้วกลับเป็นเรื่องใหญ่มากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกาย สุขภาพใจ รวมไปถึงสุขภาพในช่องปากก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญ โดยการเริ่มต้นดูแลรักษาอย่างรวดเร็ว โดยเน้นไปที่การป้องกันมากกว่าการตั้งรับมือรักษาภายหลัง เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่กับสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์ได้อย่างยาวนานมากที่สุด ซึ่งจะส่งผลให้สุขภาพจิตดีขึ้นตามไปด้วย

ที่มา 

10 วิธีดูแลผู้สูงอายุให้สุขภาพดีทั้งกาย-ใจ

การดูแลผู้สูงอายุ

9 วิธี ดูแลผู้สูงอายุสุขภาพดี

การดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียด การใช้งานและการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยคลิกที่ ปุ่ม More info หรือ Accept เพื่อยอมรับการใช้งาน