อาการเหงือกอักเสบ บางครั้งก็เป็นสัญญาณที่แสดงบ่งบอกถึงโรคบางอย่าง เช่น โรคปริทันต์อักเสบ ซึ่งโรคนี้ เป็นโรคที่สร้างปัญหาร้ายแรงให้กับช่องปากของเราเป็นอย่างมาก ซึ่งอาการเหงือกอักเสบนี้ ถือเป็นอาการขั้นต้นของโรคดังกล่าว แต่โรคปริทันต์มันคืออะไรกันล่ะ แล้วมันร้ายแรงกับสุขภาพช่องปากของเรามากขนาดไหนกัน รวมไปถึงมีวิธีป้องกันเช่นไรบ้างกันนะ Curaprox จะมาเล่าให้ฟังในบทความนี้ ถึงตัวตนที่แท้จริงของโรคปริทันต์อักเสบนี้กัน

โรคปริทันต์อักเสบ ภัยร้ายต่อเหงือกและกระดูกรากฟัน
โรคปริทันต์อักเสบ (Periodontitis) เป็นโรคที่มีการทำลายอวัยวะรอบตัวฟัน อันได้แก่เหงือก กระดูกรองรับรากฟัน เคลือบรากฟัน และเอ็นยึดรากฟันกับกระดูกเบ้าฟัน การทำลายอวัยวะรอบตัวฟันดังกล่าว หากมีการสูญเสียไปแล้ว จะเป็นการสูญเสียถาวรไม่สามารถกลับคืนมาได้อีก ซึ่งฟันเหล่านั้นก็จะไม่สามารถอยู่ในช่องปากได้อย่างแข็งแรง หรือต้องถอนฟันออกทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยมีอาการปวด ทำให้เกิดการสูญเสียฟันอย่างถาวร จึงจำเป็นต้องมีการรักษาทางการแพทย์หรือทันตกรรมที่เหมาะสม
สาเหตุของการเกิดโรคปริทันต์
โรคปริทันต์จะสามารถเกิดขึ้นได้หากไม่รักษาปัญหาเหงือกอักเสบ โดยโรคนี้ มีสาเหตุมาจากการสะสมของคราบพลัคที่ด้านบน และด้านล่างของแนวเหงือก หรือก็คือส่วนที่เหงือกมาสัมผัสกับฟัน ซึ่งอาจทำให้กระดูก รวมไปถึงเนื้อเยื่อที่รองรับฟันได้รับความเสียหายโดยไม่สามารถคืนสภาพเดิมได้อีก และความเสียหายของเนื้อเยื่อเหล่านี้ อาจทำให้เหงือกแยกออกจากฟัน ทำให้เกิดช่องว่างหรือร่องขนาดเล็ก ที่เป็นจุดสะสมคราบพลัค และก่อให้เกิดการติดเชื้อตามมา โดยเมื่อปัญหาดังกล่าวรุนแรงขึ้น กระดูกก็จะเริ่มกร่อน และหากไม่ได้รับการรักษา จะส่งผลให้ฟันโยกคลอนได้ ซึ่งฟันก็จะหลุดออกหรือต้องให้ทันตแพทย์ถอนออกไปเท่านั้น

ระยะของโรคปริทันต์
โดยโรคปริทันต์นี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ระยะคือ
- ระยะที่ 1 เหงือกอักเสบ มีลักษณะบวมแดง มักพบมีเลือดออกบริเวณคอฟัน ในบางรายโรคนี้อาจลุกลามไปได้มาก โดยพบว่ามีการทำลายของกระดูกรองรับรากฟัน และกลายเป็นโรคปริทันต์อักเสบ
- ระยะที่ 2 โรคปริทันต์อักเสบระยะต้น ระยะที่เริ่มมีการทำลายของกระดูกรองรับรากฟัน ไม่เกิน 1 ใน 3 ซี่ฟัน ซึ่งในระยะนี้ ทันตแพทย์จะทำการรักษาโดยการขูดหินปูน หรือเกลารากฟัน เพื่อขจัดการสะสมของหินปูนและคราบจุลินทรีย์
- ระยะที่ 3 โรคปริทันต์อักเสบระยะกลาง เป็นระยะที่มีการทำลายกระดูกรองรับรากฟัน จาก 2 ใน 3 ของซี่ฟัน แต่ยังไม่ถึงปลายราก โดยทันตแพทย์จะผ่าตัดยกเหงือกเพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ และหินปูนออก จากนั้นจึงนำเหงือกกลับสู่ตำแหน่งเดิม ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ร่องเหงือกตื้นขึ้นอีกด้วย แต่ในบางกรณีหากทันตแพทย์พบว่ากระดูกรองรับรากฟันถูกทำลายไปมาก อาจพิจารณาศัลยกรรมปลูกกระดูกทดแทนเช่นกัน
- ระยะที่ 4 โรคปริทันต์อักเสบระยะปลาย ระยะที่การทำลายกระดูกรองรับรากฟันทั้งซี่ฟันจนถึงปลายราก ทำให้เกิดฝีปลายราก และมีอาการปวดร่วมด้วย ทั้งยังทำให้เหงือกร่น และอาจต้องถอนฟันทิ้ง
- ระยะที่ 5 ขั้นสุดท้าย เนื่องจากมีการละลายของกระดูกเบ้าฟันมากจนเกือบถึงปลายรากฟัน จะพบว่ามีอาการโยกมาก เพราะไม่มีกระดูกมายึดไว้ ซึ่งในขั้นนี้ แพทย์จะทำการถอนฟันซี่นั้นออก เพื่อป้องกันการติดเชื้อลุกลามไปยังฟันซี่อื่น ๆ
อาการหรือสัญญาณที่บ่งบอกถึงโรคปริทันต์
โดยมากแล้ว ผู้ที่กำลังประสบปัญหากับโรคปริทันต์ เหงือกจะมีสีแดง เหงือกบวม เหงือกไม่รัดแน่นคอฟัน และเลือดออกง่ายเมื่อแปรงฟันหรือบ้วนปาก อาจเห็นตัวฟันยาวมากกว่าเดิมจากอาการเหงือกร่น มีฟันโยก มีกลิ่นปาก มีอาการไม่สบายปาก ระคายเคืองเหงือก หรือมีอาการปวดรำคาญ หากเป็นมาก ก็จะมีร่องเหงือกที่ลึก และอาจมีหนองที่เหงือก ซึ่งเป็น ๆ หาย ๆ ได้
ซึ่งโรคปริทันต์อักเสบนี้ คือขั้นสุดท้ายของปัญหาสุขภาพเหงือก แตกต่างจากปัญหาเหงือกอักเสบ ตรงที่ไม่สามารถกลับคืนสภาพเดิมได้ พร้อมกับผลที่ตามมาในด้านรูปลักษณ์ และความรู้สึกที่มีต่อเหงือกและฟันเอง ก็จะรุนแรงและยาวนาน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องหมั่นสังเกตุสุขภาพช่องปากของเรา และไม่ปล่อยให้ล่วงเลยมาจนถึงขั้นนี้

วิธีป้องกันโรคปริทันต์อย่างถูกวิธี
-
ขูดหินปูน
เป็นการขูดคราบสกปรกที่อยู่ตามร่องเหงือกและใต้เหงือกทุก ๆ 3 ถึง 6 เดือน ซึ่งการแปรงฟันโดยทั่วไปไม่สามารถกำจัดหินปูน หรือหินน้ำลายได้ นอกจากการขูดหินปูนด้วยเครื่องมือทางทันตกรรมเท่านั้น
-
แปรงฟันอย่างถูกวิธี
แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งด้วยวิธีการแปรงฟันที่ถูกต้อง ได้แก่ ตอนเช้า และก่อนเข้านอน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีการเคลื่อนไหวภายในช่องปาก ทำให้เกิดคราบจุลินทรีย์สะสมในตัวฟันได้ง่าย และใช้งานผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากอย่างยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ เช่น ยาสีฟัน CURAPROX Enzycal 950 ซึ่งมีส่วนผสมของฟลูออไรด์อยู่ที่ 950 ppm และยาสีฟัน CURAPROX Enzycal 1450 ที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์มากถึง 1,450 ppm ร่วมกับน้ำยาบ้วนปากเพื่อความสะอาดที่มากยิ่งขึ้น
-
หมั่นทำความสะอาดซอกฟันอยู่เสมอ
โดยการใช้เส้นใย ไหมขัดซอกฟัน แปรงซอกฟันที่มีคุณภาพเป็นประจำเพื่อขจัดคราบต่าง ๆ ที่สะสมตามซอกฟันออก เพื่อที่จะกำจัดคราบจุลินทรีย์ให้หมดไปได้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น แปรงซอกฟันของ CURAPROX ที่ขนแปรงมีความยืดหยุ่น มี Umbrella Effect ซึ่งขนแปรงหุบเข้าและออกได้เหมือนกับร่ม โดยจะหุบเข้าในยามที่ดันแปรงเข้าซอกฟัน และกางออกขณะที่ดึงแปรงออกจากซอกฟัน เพิ่มความสามารถในการทำความสะอาดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไปอีก
-
ตรวจสุขภาพช่องปากและฟันเป็นประจำ
หมั่นไปพบทันตแพทย์ทุก 3 ถึง 6 เดือน เพื่อตรวจดูว่ามีคราบจุลินทรีย์ และหินปูนหลงเหลือจาการทำความสะอาดเองหรือไม่ รวมไปถึงจะได้อัพเดตด้วยว่า สุขภาพช่องปากของเราในช่วงนั้น ๆ เป็นอย่างไรบ้าง
สรุป
โรคปริทันต์อักเสบ เป็นโรคที่เราสามารถป้องกันได้ ด้วยการรักษาความสะอาดภายในช่องปากอยู่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงควรหมั่นตรวจสภาพฟันกับทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการป้องกันที่ครบถ้วนนั่นเอง
นอกจากนั้น อย่าลืมหาแปรงสีฟันและยาสีฟันที่เหมาะสมกับสุขภาพช่องปากมาใช้งานควบคู่กันไป เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ของ Curaprox ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสุขภาพทางช่องปากที่แตกต่างกันในแต่ละคน หากใครสนใจ สามารถเข้าไปชมเว็บไซต์ของเรา เพื่อเลือกชมผลิตภัณฑ์ได้เช่นกัน

CURAPROX CS 1006 SINGLE แปรงกระจุก 





