ปัญหาลมหายใจมีกลิ่นเป็นเรื่องที่หลายๆ คนกังวลใจ หรือกำลังประสบปัญหาอยู่ โดยเฉพาะสำหรับบางคนที่ลมหายใจยังคงมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ทั้งๆ ที่มั่นใจในการดูแลทำความสะอาดสุขภาพช่องปากและแปรงฟันอย่างดีแล้ว ซึ่งปัญหากลิ่นปากเหล่านี้จะทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิต รวมไปถึงอาจจะท้อแท้ในการดูแลสุขภาพช่องปากให้มีสุขภาพดีอยู่เสมออีกด้วย ดังนั้น จึงสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าปัญหากลิ่นปากเป็นปัญหาที่ควรถูกแก้ไขโดยเร็วอย่างแท้จริง วันนี้ Curaprox จะมาไขข้อสงสัยของปัญหาดังกล่าว ที่แม้ว่าจะแปรงฟันดีแล้วแต่ลมหายใจกลับยังคงมีกลิ่น รวมไปถึงสาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ให้กระจ่าง พร้อมทั้งวิธีแก้ไขปัญหานี้อีกด้วย
ลมหายใจมีกลิ่นแม้แปรงฟัน เกิดจากอะไรกันนะ
แม้เราจะมั่นใจว่าแปรงฟันสะอาดแล้วแต่ลมลมหายใจยังมีกลิ่นอยู่ เป็นปัญหาสำคัญที่ทำลายความมั่นใจของใครหลายคน และส่งผลกระทบต่อผู้คนรอบข้างอย่างชัดเจน กลิ่นเหล่านี้เกิดจากแบคทีเรียที่ย่อยสลายเศษอาหารที่ตกค้างอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ในช่องปาก ทำให้เกิดการเน่าเสียของเศษอาหาร ส่งผลทำให้เกิดกลิ่นดังกล่าวขึ้น ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้จะมีอยู่ตามปกติในช่องปากของคนทุกคน ดังนั้นในบริเวณใดที่มีเศษอาหารตกค้าง แบคทีเรียก็ทำให้เกิดการบูดเน่าและเกิดกลิ่นเหล่านั้นขึ้นได้

ปัจจัยที่ทำให้ลมหายใจมีกลิ่น
ปัจจัยภายในร่างกาย
- แผลในช่องปาก เช่น เนื้องอก แผลร้อนใน แผลที่เกิดขึ้นภายหลังจากการถอนฟัน หรือแผลที่เกิดจากการผ่าตัดในช่องปาก
- ฟันผุ เกิดจากเศษอาหารตกค้างสะสมอยู่ในรูฟันผุ ฟันที่ผุทะลุโพรงประสาทฟัน และมีหนองเกิดขึ้นที่ปลายรากฟัน
- โรคปริทันต์ หรือเหงือกอักเสบ เกิดจากมีคราบจุลินทรีย์ และหินปูนสะสมเป็นจำนวนมาก
- ผู้ที่ใส่ฟันปลอม หรือเครื่องมือต่าง ๆ ในช่องปาก เช่น ใส่เครื่องมือจัดฟัน หรือใส่เครื่องมือกันฟันล้ม แล้วรักษาความสะอาดไม่ดีพอ
- น้ำลาย โดยปกติน้ำลายจะช่วยชะล้างสิ่งสกปรกออก ถ้าในช่องปากมีน้ำลายหลั่งออกมามาก ช่องปากก็จะสะอาดมากกว่าคนที่น้ำลายที่หลั่งออกมาน้อย และน้ำลายนี้ จะช่วยลดการบูดเน่าของอาหารที่ทำให้เกิดกลิ่นได้ ซึ่งในบางครั้ง คนเราก็จะมีการหลั่งน้ำลายออกมาได้น้อย เช่น ขณะนอนหลับ ภาวะทุพโภชนาการ ดื่มน้ำไม่เพียงพอ อากาศร้อน ความเครียด การเจ็บป่วยด้วยโรค ตลอดจนอาชีพที่ใช้เสียงมาก ๆ หรือไม่ค่อยพูด ก็จะส่งผลให้มีน้ำลายน้อย และมีกลิ่นปากได้
- ลิ้น โดยเฉพาะบริเวณโคนลิ้นด้านในสุด เนื่องจากบริเวณนี้จะมีน้ำเมือกในช่องจมูกไหลลงสู่คอ ซึ่งภาวะนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเจ็บป่วยด้วยโรค แต่มักจะมีสาเหตุมาจากอาการภูมิแพ้ โดยอาการดังกล่าวจะไม่ทำให้เกิดกลิ่นปากในระยะแรก ๆ แต่เมื่อทิ้งไว้ 2 ถึง 3 วัน แบคทีเรียในช่องปากจะย่อยน้ำเมือกทำให้เกิดกลิ่นได้เช่นกัน

ปัจจัยภายนอกร่างกาย
- การสูบบุหรี่ นอกจากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้สูบและคนรอบข้างแล้ว ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้สูบเป็นโรคปริทันต์รุนแรงมากขึ้น และกลิ่นของบุหรี่ที่ตกค้างอยู่ในช่องปากผสมกับกลิ่นอื่น ๆ ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเฉพาะตัวขึ้นได้
- การรับประทานอาหาร เช่น หัวหอม หัวกระเทียม เครื่องเทศ สะตอ และแอลกอฮอล์ จะทำให้มีกลิ่นปากได้ แต่โดยธรรมชาติอาหารพวกนี้เมื่อถูกย่อยดูดซึม และขับถ่ายออกแล้วกลิ่นก็จะหายไปได้เอง
โรคที่ก่อให้เกิดลมหายใจมีกลิ่น
- โรคในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไซนัสอักเสบ โรคทอนซิลอักเสบ โรคมะเร็งที่โพรงกระดูก
- โรคในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น โรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร โรคปอดเรื้อรัง วัณโรคปอดหรือมะเร็งปอด โรคของระบบขับถ่าย
วิธีการแก้ไขปัญหาลมหายใจมีกลิ่น ทำได้ง่ายด้วยตัวคุณเอง
1. การแปรงฟัน
การแปรงฟันคือวิธีง่าย ๆ วิธีแรก ที่จะช่วยทำความสะอาดช่องปากได้อย่างดี แต่ต้องมั่นใจด้วยว่าการแปรงฟันของคุณเป็นการแปรงฟันที่ถูกต้องอย่างแท้จริง ด้วยการแปรงฟันและลิ้นให้สะอาดโดยการวางขนแปรงให้ทำมุม 45 องศากับขอบเหงือก รวมถึงแปรงด้านในของฟันให้สะอาด (อ่านวิธีการแปรงฟันอย่างถูกวิธีได้ที่นี่) และใช้แปรงซอกฟันให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เป็นประจำ เพื่อกำจัดเศษอาหารที่หมักหมมจนเกิดกลิ่นเหม็นในช่องปากได้

2. เปลี่ยนแปรงสีฟันทุก ๆ 3 เดือน
การเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก ๆ 3 เดือน เพราะ 3 เดือนเป็นช่วงระยะเวลาที่สูงที่สุดในการใช้งานแปรงสีฟัน 1 ด้าม ตามที่ American Dental Association แนะนำมา เพราะแบคทีเรียเติบโตได้ดีในที่อับชื้น และตามขนแปรงเองก็อาจมีการสะสมของคราบแบคทีเรียที่สะสมหลังการใช้งานในการทำความสะอาดช่องปากอยู่ ดังนั้นหากใช้เกิน 3 เดือน แบคทีเรียเหล่านั้นอาจเปิดการสะสมเป็นจำนวนมาก และถ้าหากยังไม่ถึง 3 เดือน แต่ขนแปรงเริ่มบาน ก็ควรเปลี่ยนแปรงอันใหม่ด้วยเช่นกัน เพราะการเปลี่ยนแปรงสีฟันจะช่วยความสะอาดช่องปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหากขนแปรงสีฟันบานเกินไป อาจจะส่งผลให้การทำความสะอาดคราบพลัคและคราบแบคทีเรียไม่มีประสิทธิภาพ และอาจทำให้มีสิ่งสกปรกสะสมภายในช่องปาก จนทำให้เกิดกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์
นอกจากนั้น ก็จำเป็นจะต้องเลือกแปรงสีฟันที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งผลิตภัณฑ์แปรงสีฟันของ Curaprox ก็ได้รับการออกแบบมาสำหรับให้ครอบคลุมสำหรับทุกเพศ ทุกวัย และทุกการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น
แปรงสีสำหรับคนจัดฟัน ที่ออกแบบให้ขนแปรงมีร่องตรงกลาง สามารถเข้าถึงขอบเหงือกได้ แม้ว่าจะมีอุปกรณ์จัดฟันติดอยู่ก็ตาม
แปรงสีฟันเด็กที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้การแปรงฟันสอดคล้องกับพฤติกรรมของเด็กวัยกำลังโต ทั้งหัวแปรงทรงแคบเล็กหุ้มด้วยางซิลิโคนป้องกันการกระแทก ด้ามจับที่ออกแบบมาให้ช่วยเสริมพัฒนาการของกล้ามเนื้อมือในเด็กโดยเฉพาะ
แปรงสีฟันสำหรับเด็กฟันชุดผสมอายุ 5 ปีขึ้นไป ขนแปรงปลายมน หน้าตัดตรง ให้สัมผัสนุ่มพิเศษและแน่นด้วยเส้นใย CUREN® (คูเรน) มากถึง 5,500 เส้น หัวแปรงขนาดกะทัดรัด เพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาดที่มากกว่าเดิมในเด็ก
แปรงสีฟันสำหรับคนทั่วไป ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาดได้ดีกว่าแปรงทั่วไป เส้นใย CUREN® (คูเรน) วัสดุจดสิทธิบัตรเฉพาะที่มีคุณสมบัติอมน้ำน้อย ทำให้ขนแปรงคงรูป ไม่ย้วย และมีจำนวนเส้นใยมากถึง 5,460 เส้น
แปรงสีฟันสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องการความอ่อนโยนต่อเหงือกเป็นพิเศษ ขนแปรงปลายมน หน้าตัดตรง ให้สัมผัสนุ่มและแน่นด้วยเส้นใย CUREN® (คูเรน) มากถึง 12,460 เส้น เพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาดที่มากกว่า และยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะเหงือกเซนซิทีฟ หรือ เหงือกอ่อนไหวง่ายอย่างผู้มีแผลในช่องปาก ที่ต้องการความนุ่มของขนแปรงเป็นพิเศษ
แปรงสีฟันสำหรับผู้มีแผลในช่องปาก ใช้เฉพาะการแปรงบนแผลผ่าตัด หรือบริเวณที่เนื้อเยื่อในช่องปากอักเสบ เพื่อลดการสะสมของคราบแบคทีเรีย ช่วยให้แผลในช่องปากหายเร็วขึ้น
แปรงสีฟันที่ถูกออกแบบมาเพื่อการขจัดคราบสีโดยเฉพาะ ใช้งานคู่กับยาสีฟัน Black is White และ White is Black เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการขจัดคราบสีบนตัวฟัน
3. ใช้สเปรย์ระงับกลิ่นไม่พึงประสงค์ในช่องปาก
สกัดการเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์เหล่านั้น ด้วยการใช้สเปรย์ระงับกลิ่นไม่พึงประสงค์ในช่องปาก ด้วยการฉีดเข้าไปในช่องปากเพื่อช่วยระงับกลิ่น และช่วยให้ลมหายใจหอมสดชื่น
4. ลูกอมดับกลิ่นปาก หรือหมากฝรั่ง
การอมลูกอมหรือเคี้ยวหมากฝรั่งเพื่อดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในกรณีเร่งด่วนหากไม่สะดวกที่จะแปรงฟัน แต่จะช่วยระงับกลิ่นได้เพียงชั่วคราว เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งจำเป็นจะต้องเลือกแบบไร้น้ำตาลเท่านั้น หากเลือกแบบมีน้ำตาลกลิ่นอาจจะแย่มากกว่าเดิมแทน
5. เลี่ยงการทานอาหารที่มีกลิ่นแรง
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่นกระเทียม หัวหอม สะตอ และหลีกเลี่ยงและการกินสิ่งที่จะดูดน้ำออกจากร่างกาย คาเฟอีน แอลกอฮอล์ ก็จะช่วยป้องกันลมหายใจมีกลิ่นได้เช่นกัน โดยกลิ่นเหล่านี้จะออกมาทางปากและลมหายใจ

6. ดื่มน้ำให้มากๆ
การดื่มน้ำจะช่วยป้องกันกลิ่นลมหายใจได้เช่นกัน เพราะถ้าหากปากของเราแห้ง จะเป็นสภาวะแวดล้อมที่เหล่าแบคทีเรียต่าง ๆ ชื่นชอบ ดังนั้น ควรดื่มน้ำบ่อย ๆ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของน้ำลายในช่องปาก เพื่อลดการเกิดแบคทีเรียในช่องปากได้
7. ไม่สูบบุหรี่
การสูบบุหรี่เป็นการสะสมของสารเคมีจากควันบุหรี่และเชื้อแบคทีเรีย อีกทั้งยังทำให้ปากแห้ง ปริมาณน้ำลายในปากลดลง ทำให้ประสิทธิภาพการชะล้างเชื้อแบคทีเรียในปากลดลงตามไปด้วย ส่งผลทำให้เกิดกลิ่นเหล่านั้นรุนแรงมากขึ้นไปกว่าเดิม
แต่หากลองทำทุกอย่างที่ว่ามาแล้ว อาการลมหายใจมีกลิ่นกลับยังคงอยู่ และไม่มีทีท่าทุเลาลง ก็ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการตรวจสุขภาพช่องปากโดยไวเช่นกัน
สรุป
ทั้ง ๆ ที่แปรงฟันสะอาดแล้ว แต่ทำไมลมหายใจยังมีกลิ่นอยู่นั้น บางครั้งอาจเกิดจากปัจจัยภายในอย่างแผลในช่องปาก หรือภูมิแพ้ต่าง ๆ ไม่ก็ปัจจัยภายนอกอย่างอาหารการกินของเราก็ได้เช่นกัน จึงจะต้องหาสาเหตุให้ได้ว่าเกิดจากอะไร เพื่อการแก้ไขที่ถูกต้องและตรงจุด รวมถึงควรที่จะไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการตรวจสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้น ก็จะต้องใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสุขภาพช่องปากที่ได้รับมาตรฐาน และเชื่อใจได้อีกด้วยนะ













