จำได้ไหมว่า คุณปวดฟันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?
สำหรับบางคนอาจจะจำไม่ได้ เพราะนี่เป็นอาการเล็กๆ ที่คนส่วนใหญ่มักละเลยที่จะทำการหาสาเหตุ เพื่อทำการรักษา และมักปล่อยให้อาการหายไปเอง แต่สำหรับบางคนที่เคยผ่านวันอันเลวร้ายที่อาการปวดฟันนั้นลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ มาได้ ก็คงจะจำได้แบบไม่มีวันลืม เพราะนี่ไม่ใช่แค่อาการปวดที่จะทำให้คุณรู้สึกทรมานเท่านั้น แต่อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณสูญเสียฟันซี่สำคัญได้
ดังนั้น อย่าปล่อยให้อาการปวดฟันดำเนินต่อไป เตรียมสำรวจช่องปากและฟันกันให้ดี ว่าตอนนี้คุณมีอาการปวดฟันที่ส่งสัญญาณเตือนโรคภายในช่องปากหรือเปล่า ตามไปดูลักษณะอาการ สาเหตุ และวิธีดูแลป้องกันให้ดีกันเลยดีกว่า!
อาการปวดฟัน คืออะไร
‘อาการปวดฟัน’ จะเป็นอาการปวดรอบฟันหรือขากรรไกร มักรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องหรือปวดเป็นระยะๆ ไม่หายไป มีทั้งอาการปวดเบาๆ ไปจนถึงขั้นปวดรุนแรงจนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะ มีไข้ ปวดหู หรือรู้สึกถึงรสชาติไม่พึงประสงค์ในปาก เป็นต้น
นอกจากนี้ อาการปวดฟันมีหลายรูปแบบ ซึ่งคุณสามารถสังเกตตัวเองได้ว่า มีอาการปวดหรือบวมแบบไหนอยู่ และอาจเป็นโรคอะไรได้บ้าง เช่น
- ปวดแปลบ ปวดตุบๆ หรือปวดอย่างต่อเนื่อง และพบว่า มีอาการปวดอาจแย่ลงในช่วงกลางคืน โดยเฉพาะเมื่อนอนลง อาจเป็นอาการโรคอักเสบของเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟัน
- มีอาการปวด บวมรอบๆ เหงือกและฟันกรามซี่ในสุด อาจเกิดจากอาการฟันคุด
- มีอาการปวดฟัน ร่วมกับการบวมของเหงือกบริเวณฟันที่ติดเชื้อ อาจกลายเป็นโรคปลายรากฟันอักเสบเป็นหนองได้ ถ้าเชื้อลุกลามออกนอกปลายรากไปที่ใต้คางหรือแก้ม จะสังเกตเห็นได้ว่าหน้าจะบวมกว่าปกติ
- มีอาการปวดฟัน เป็นๆหายๆ อาจเป็นเพียงเพราะมีเศษอาหารหรือคราบแบคทีเรียเข้าไปสะสมในบริเวณนั้นจำนวนมาก แต่ยังไม่ถึงขั้นเกิดโรคในช่องปาก แค่แปรงฟันก็อาจทำให้อาการหายได้
สาเหตุของอาการปวดฟัน
อาการปวดฟันมีที่มาจากหลายสาเหตุ โดยอาจมีจุดเริ่มต้นการปวดจากภายในฟันหรือที่เหงือกและโครงสร้างกระดูกฟันรอบๆ มักรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องหรือปวดเป็นระยะๆ ไม่หาย แต่ที่พบบ่อยคืออาการฟันผุ ซึ่งถ้าปล่อยให้ฟันผุลึกลงมาถึงบริเวณกลางฟันจนสร้างความเสียหายต่อโพรงฟันนี้มากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสเผชิญอาการปวดฟันได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงอาจจะเกิดจากการติดเชื้อจากการรักษาสุขอนามัยในช่องปากไม่ดี หรือมักเกิดจากความเสียหายที่เกิดขึ้นบริเวณฟัน ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่อาจก่อให้เกิดอาการปวดฟันได้ เช่น
- ฟันคุด เป็นฟันที่ไม่สามารถขึ้นได้ตามปกติในช่องปาก อาจจะโผล่ขึ้นมาได้เพียงบางส่วน หรือฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกรทั้งซี่ ฟันซี่ที่พบว่าเป็นฟันคุดบ่อยที่สุด คือ ฟันกรามล่างซี่สุดท้าย ซึ่งยากต่อการทำความสะอาดและเกิดปัญหาตามมาได้ง่าย เช่น ทำให้เกิดแรงดัน เหงือกติดเชื้อ และฟันผุ จนทำให้มีอาการปวดฟัน
- ฟันแตกเสียหายหรือบิ่น แน่นอนว่าฟันโดนกระแทกแรง ๆ ถึงขั้นแตกหรือบิ่นจะต้องมีอาการปวดเข้ามาเกี่ยวด้วยอย่างแน่นอน แต่จะปวดน้อยหรือปวดมากก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของฟันที่แตกไป
- ฟันร้าว เป็นการแตกร้าวที่เห็นได้ไม่ชัด แต่จะเป็นรอยลึกลงไปภายในฟัน ทำให้มีอาการปวดทุกครั้งที่มีแรงกดจากการกัดหรือเคี้ยวอาหาร
- ฝีของฟัน คือการมีถุงหนองสะสมอยู่รอบๆ รากฟัน โดยมีการติดเชื้อเริ่มจากภายในฟันและแพร่กระจายไปยังรากฟันและกระดูกรอบฟัน จนทำให้ปวดฟันและมีอาการเหงือกบวม
วิธีป้องกันอาการปวดฟัน
แน่นอนว่า ถ้าคุณมีอาการปวดฟันแล้ว ลองแปรงฟันโดยเน้นบริเวณที่ปวด หากอาการไม่ดีขึ้น ควรรเข้าพบทันตแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการปวดฟันและรีบรักษาให้ทันท่วงที แต่สำหรับใครที่ยังไม่ได้มีอาการปวดฟันมากวนใจ แต่อยากจะดูและป้องกันสุขภาพภายในช่องปากให้ห่างไกลจากอาการปวดฟันล่ะก็…ลองทำตามวิธีเหล่านี้ดู รับรองว่าช่วยคุณได้!
เปลี่ยนรูปแบบการรับประทานอาหาร
หากคุณชื่นชอบการรับประทานอาหารจำพวกน้ำตาล น้ำอัดลม หรือชอบรับประทานอาหารจุบจิบตลอดทั้งวัน แนะนำให้ลองจำกัดการรับประทานอาหารให้เป็นมื้อ เป็นเวลามากขึ้น และเลือกรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลให้น้อยลง เพราะอาหารเหล่านี้ล้วนเป็นอาหารโปรของแบคทีเรียในช่องปาก เมื่อสะสมมากๆ แบคทีเรียในช่องปากและน้ำตาลจนเกิดเป็นคราบพลัค (Plaque) ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคฟันผุ หินปูน หรือโรคเหงือกที่ทำให้เกิดอาการปวดฟันได้
ปรับพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ปวดฟัน
พฤติกรรมบางอย่างก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดฟันตามมา เช่น การนอนกัดฟัน โดยการกัดฟันสร้างความเสียหายต่อฟันได้ และบางครั้งยังส่งผลต่อเส้นประสาทบริเวณนั้น ทำให้ไวต่อความรู้สึกยิ่งขึ้น อาจจะต้องพบแพทย์เพื่อปรึกษาวิธีการรักษาเพิ่มเติม หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หรือการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้ปัญหาสุขภาพเหงือกและฟันยิ่งแย่ลงได้
เลือกใช้แปรงสีฟันและยาสีฟันเสริมประสิทธิภาพ
สำหรับแปรงสีฟันควรเลือกใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม ซึ่งจะช่วยทำความสะอาดบริเวณขอบเหงือกที่เป็นแหล่งสะสมของคราบแบคทีเรียได้อย่างอ่อนโยน และควรเป็นแปรงสีฟันที่มีปลายขนในลักษณะปลายมน หน้าตัดตรง ตัวขนแปรงจะต้องคงรูปแม้แต่ตอนที่เปียกน้ำ และไม่ย้วยในขณะที่เปียกอย่างแปรงสีฟันของ CURAPROX ทุกรุ่นที่ใช้เส้นใย CUREN® ที่มีความนุ่มเป็นพิเศษแต่ยังคงรูปทรงได้ดี ไม่ย้วย จึงปลอดภัยต่อเหงือกที่อ่อนไหวง่าย
ส่วนยาสีฟัน แน่นอนว่า ต้องเลือกยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ในความเข้มข้นที่เหมาะสม จึงจะช่วยลดโอกาสการเกิดอาการฟันผุได้ดีและไม่เป็นอันตรายต่อกระดูกและฟัน (ลองทำความรู้จักกับฟลูออไรด์และวิธีการเลือกสูตรยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ที่ปลอดภัยให้มากขึ้นที่ ฟลูออไรด์คืออะไร? มีประโยชน์และสำคัญอย่างไรต่อสุขภาพฟัน)
แปรงฟันให้สะอาดด้วยวิธีที่ถูกต้อง
เริ่มต้นการแปรงฟันด้วยการวางตำแหน่งในการแปรงฟันอย่างถูกวิธี โดยจะต้องวางแปรงในตำแหน่ง 45 องศาตามคำแนะนำของทันตแพทย์ หลังจากนั้นขยับแปรงวนเป็นวงกลมสั้นๆ แล้วค่อยๆ ขยับแปรงไล่ไปด้านในของฟันบนแล้วจึงตามด้วยฟันล่างทั้งด้านนอกและด้านใน ทำไปเรื่อยๆ ทีละซี่แบบไม่ต้องเร่งรีบหรือใช้แรงมากจนเกินไป เท่านี้ก็ช่วยให้ฟันของคุณสะอาดมากขึ้นได้แล้ว! (ดูวิธีการแปรงฟันที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันอาการปวดฟันที่อาจเกิดขึ้นได้จากโรคในช่องปากที่ วิธีแปรงฟันอย่างถูกวิธี ด้วยเทคนิคจากทันตแพทย์ เพื่อสุขภาพฟันที่ดี)
ใช้แปรงซอกฟันเป็นประจำ
และสิ่งสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยในการป้องกันสาเหตุของการปวดฟันเลยก็คือ การใช้แปรงซอกฟัน แปรงที่ออกแบบมาให้ช่วยดูแลบริเวณซอกฟันที่ขนแปรงของแปรงสีฟันธรรมดาอาจเข้าไม่ถึง โดยจะใช้ในการทำความสะอาดเศษอาหารและคราบแบคทีเรียที่ติดอยู่ตามซอกฟันในระหว่างวันให้หมดไป ช่วยลดอัตราการเกิดโรคเหงือกและฟันได้ ทำให้ช่วยลดอาการปวดฟันที่จะตามมาได้ด้วย
ทางที่ดีอย่ารอให้ถึงวันที่อาการปวดฟันถามหา แนะนำให้คุณแปรงฟันอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวันด้วยแปรงสีฟันและยาสีฟันที่ดีต่อสุขภาพช่องปาก และหมั่นตรวจสุขภาพช่องปากและฟันเป็นประจำทุกปี รับรองว่าคุณจะไม่ปวดฟันไปอีกนาน



