‘อย่าลืมแปรงฟันก่อนนอน เดี๋ยวฟันผุ’ ทำตามคำสอนมาตั้งแต่เด็กด้วยการใส่ใจแปรงฟันทุกวันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง แต่ไม่รู้ทำไม ฟันก็ยังผุอยู่ดี…
ถ้านี่คือปัญหาที่คุณเจออยู่ละก็…วันนี้ CURAPROX มีคำตอบมาให้ พร้อมวิธีป้องกันสาเหตุที่จะทำให้ฟันผุแบบถอนรากถอนโคนตั้งแต่ต้นตอ รวมไปถึงวิธีการดูแลรักษาในเบื้องต้นที่จะช่วยให้คุณบอกลาโรคฟันผุได้แบบยั่งยืน และอะไรคือหนทางที่จะทำให้สุขภาพฟันของคุณดีขึ้นต่อไป ไร้ฟันผุกวนใจ อ่านคำตอบได้ในบทความนี้เลย!
ฟันผุ คืออะไร? อันตรายอย่างไร?
ฟันผุ คือ โรคในช่องปากชนิดหนึ่งที่พบบ่อย นับเป็นปัญหาภายในช่องปากที่เรื้อรังที่เกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แถมยังไม่ค่อยแสดงอาการจนกว่าจะอ้าปากเห็นว่ามีอาการฟันผุเกิดขึ้นเอง หรือพอมีอาการแล้ว คนส่วนใหญ่ก็มักจะละเลยไม่ไปหาหมอฟัน เพราะไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดในทันทีที่เห็นอาการ โรคนี้จึงเกิดการลุกลามได้ง่าย หากปล่อยไว้ไม่รักษา ฟันผุจะทำลายฟันและอาจทำลายเส้นประสาทที่ไวต่อความรู้สึก ทำให้เกิดการติดเชื้อไปถึงปลายรากฟันได้อีกด้วย

สาเหตุที่ทำให้เกิดฟันผุ
คราวนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า ฟันผุเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากสาเหตุอะไรบ้าง
- การรับประทานอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล
นี่เป็นสาเหตุแรกที่ก่อให้เกิดฟันผุเลยก็ว่าได้ เพราะน้ำตาลที่ไม่ว่าจะอยู่ในอาหาร ขนมหวาน อย่างน้ำตาลธรรมดาหรือซูโครส (Sucrose) หรือน้ำตาลที่ได้รับจากการย่อยแป้ง ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นอาหารโปรดของแบคทีเรียในช่องปาก เมื่อสะสมมากๆ แบคทีเรียในช่องปากและน้ำตาล จะทำให้เกิดคราบจุลินทรีย์ในลักษณะแผ่นฟิล์มปกคลุมผิวฟัน หรือที่เรียกว่า คราบพลัค (Plaque) ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคฟันผุ หินปูน หรือโรคเหงือกได้
- แบคทีเรียที่เกาะบนผิวฟัน
นอกจากจะทำให้เกิดคราบพลัคแล้ว แบคทีเรียยังเป็นตัวร้ายที่ไปย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และสร้างกรดอินทรีย์ เช่น กรดแลคติกออกมา ทำให้เกิดสภาวะความเป็นกรดในช่องปาก ซึ่งกรดดังกล่าวจะไปละลายแร่ธาตุบนผิวเคลือบฟัน ทำให้ผิวเคลือบฟันกลายเป็นสีน้ำตาลดำและแตกออกเป็นรูนั่นเอง
- ระยะเวลาที่เกิดกรดในช่องปาก
อย่างที่บอกไปแล้วว่า การที่ปล่อยให้มีแบคทีเรียตัวร้ายเกาะอยู่บนผิวฟันจะทำให้เกิดสภาวะเป็นกรดในช่องปาก ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่คุณรับประทานอาหาร แบคทีเรียก็จะย่อยสลายอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล แล้วปล่อยกรดออกมา ส่งผลให้ความเป็นกรดในช่องปากมีเพิ่มมากขึ้น
เรื่องนี้วัดได้จากการทดสอบค่า PH ของคราบพลัคในช่องปาก ที่ปกติแล้วควรจะมีค่า PH อยู่ที่ PH 6.3-7.0 แต่ถ้าหากคุณรับประทานอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลบ่อยๆ ใช้เวลารับประทานอาหารแต่ละมื้อนานขึ้น หรือกินจุบจิบเป็นประจำ ช่องปากก็จะมีระยะเวลาที่เป็นกรดที่นานขึ้น และอาจต้องใช้เวลาประมาณ 40-60 นาที เพื่อกลับมาสู่สภาวะปกติ (PH 6.3-7.0) ซึ่งหากคุณปล่อยให้ช่องปากอยู่ในภาวะเป็นกรดนานเท่าไร โอกาสที่จะเกิดฟันผุก็ยิ่งมีมากขึ้นตามไปด้วย
- การสูญเสียแร่ธาตุจากสภาวะกรดในช่องปาก
การที่เชื้อแบคทีเรียทำการย่อยสลายเศษอาหารและทำให้เกิดกรดขึ้นมาในช่องปาก กรดเหล่านี้จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับบริเวณเคลือบฟันด้านนอกและเนื้อฟัน โดยการสลายแร่ธาตุที่เป็นโครงสร้างของฟัน ทำให้ฟันผุกร่อน ซึ่งการสลายแร่ธาตุของฟันจะทำให้เกิดการสูญเสียแร่ธาตุ (Demineralization) จากตัวฟันไป จนกลายเป็นกระบวนการเริ่มต้นของโรคฟันผุนั่นเอง
อาการฟันผุเป็นอย่างไร
ฟันผุอาจเกิดขึ้นกับฟันครั้งละหนึ่งซี่หรือมากกว่านั้น โดยมีอาการที่พบบ่อย ได้แก่
- มีอาการเสียวฟันมากขึ้น โดยเฉพาะตอนที่ดื่มหรือรับประทานอาหารที่มีรสหวาน ร้อนจัด หรือเย็นจัด
- มีอาการปวดฟัน
- มีเศษอาหารติดบริเวณซอกฟันบ่อยขึ้น
- มีฟันแตกเป็นรู เป็นช่อง มีจุดสีดำที่ฟัน และถ้าปล่อยไว้ให้อาการลุกลามมากขึ้น ก็จะก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือฟันเป็นหนอง และต้องถอนฟันทิ้งในที่สุด

ระดับความรุนแรงของอาการฟันผุ
ระดับความรุนแรงของฟันผุมีหลายระดับ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้
- ระยะแรก จะพบคราบสีขาวขุ่นที่ฟัน เกิดจากแบคทีเรียทำปฏิกิริยากับแป้งหรือน้ำตาล จนก่อให้เกิดกรดที่สามารถทำลายผิวเคลือบฟัน และเป็นบ่อเกิดที่ทำให้สูญเสียแร่ธาตุ (แคลเซียม) ได้
- ระยะที่ 2 มองเห็นอาการผุที่ผิวเคลือบฟัน หากปล่อยผ่านจากระยะแรกมาเรื่อยๆ ฟันก็จะสูญเสียแคลเซียมไปจนทำให้เกิดการเสื่อมสลายของผิวเคลือบฟัน
- ระยะที่ 3 พบการผุที่เนื้อฟัน (Dentin) เป็นอาการผุที่ลงลึกไปจนถึงเนื้อฟัน และยังสามารถลามไปผุในฟันซี่อื่นๆ ได้ด้วย
- ระยะที่ 4 พบการผุที่โพรงประสาทฟัน (Dental Pulp) เป็นแหล่งรวมของเส้นประสาทมากมาย และหากโพรงประสาทฟันเกิดการติดเชื้ออาจเกิดฝีที่ปลายรากฟัน และต้องทำการรักษารากฟัน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่แพงมาก หรือต้องตัดสินใจถอนฟันทิ้งไปเลย
ฟันซี่ไหนเสี่ยงจะผุได้ง่ายบ้าง
ฟันที่มักจะเสี่ยงต่อการเกิดอาการฟันผุได้ง่าย นั่นก็คือ ฟันกราม ซึ่งเป็นฟันแท้ซี่แรกๆ ที่ขึ้นในปาก แบ่งเป็น ฟันกรามน้อย (Premolar) และฟันกราม (Molar) ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารเป็นหลัก จึงมีโอกาสที่จะแตกหักจากการขบกัดของแข็งได้ง่าย แถมยังสัมผัสกับกรดจากอาหารมากที่สุด โดยเฉพาะด้านหลังของฟันกรามซี่ในสุดที่บางคนทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง จึงส่งผลให้ฟันกรามมีโอกาสผุได้ง่ายด้วยเช่นกัน
แต่นอกเหนือจากฟันกรามแล้วฟันซี่อื่นๆ ก็มีความเสี่ยงในการที่จะเกิดอาการฟันผุด้วยเช่นเดียวกัน หากไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ อาจจะต้องทำการถอนฟันทิ้งในที่สุด หากเป็นในผู้ใหญ่นี่คือ การสูญเสียฟันแท้ไปแบบถาวร แต่ถ้าเป็นฟันน้ำนมของเด็ก แล้วต้องทำการถอนทิ้งอาจจะทำให้เกิดปัญหาฟันเก-ฟันซ้อนได้ในอนาคต เนื่องจากฟันน้ำนมที่อยู่ข้างๆ อาจจะล้มหรือเคลื่อนที่มาปิดช่องว่างของฟันที่หายไป ทำให้ขนาดช่องว่างที่เหลืออยู่เล็กเกินกว่าที่ฟันแท้จะขึ้นมาแทนได้
ดังนั้น ถ้าคุณไม่อยากที่จะสูญเสียฟันซี่สำคัญให้กับอาการฟันผุ จึงต้องหมั่นดูแลและป้องกันฟันแต่ละซี่อย่างทั่วถึง เพื่อให้ฟันอยู่กับเราไปนานๆ ด้วยวิธีง่ายๆ อย่างการแปรงฟันให้ถูกต้อง
ดูแลช่องปากให้ห่างไกลจากฟันผุ
อย่างที่บอกไปแล้วว่า การจะเกิดฟันผุได้นั้นจะต้องประกอบไปด้วยอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล แบคทีเรียที่เกาะอยู่บนผิวฟัน ระยะเวลาที่ปล่อยให้เกิดกรดภายในช่องปาก รวมถึงการปล่อยให้เกิดการสูญเสียแร่ธาตุ (Demineralization) จากตัวฟัน ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการฟันผุได้ หากคุณต้องการควบคุมปัจจัยเหล่านี้ เพื่อให้ฟันมีสุขภาพแข็งแรง วันนี้เรามีวิธีการดีๆ มาฝากกัน ได้แก่
- ลดปริมาณแป้งและน้ำตาล
ควบคุมหรือลดการรับประทานอาหารเลี้ยงเชื้อ จำพวกแป้งและน้ำตาล ทั้งในแง่ของปริมาณ และความบ่อยในการรับประทาน
- รับประทานอาหารเป็นมื้อ ไม่ทานจุบจิบ
เนื่องจากการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลที่ทำให้เกิดภาวะเป็นกรดในช่องปาก หากรับประทานบ่อยก็ย่อมเกิดกรดบ่อย ซึ่งถ้าหากปล่อยให้ค่า Plaque PH ในช่องปากลดต่ำอยู่นาน ก็จะทำให้เกิดโอกาสเกิดฟันผุได้มากขึ้นด้วย
- แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งอย่างถูกวิธี
การป้องกันฟันผุด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดเลยก็คือ ‘การแปรงฟันให้ถูกวิธี’ และแปรงให้ครบ 2 ครั้ง เช้า-เย็น โดยจะต้องพยายามวางขนแปรงที่บริเวณคอฟันและขอบเหงือก ทำมุม 45 องศากับขอบเหงือก เพื่อให้ได้สัมผัสถึงขนแปรงที่ซอกซอนเข้าไปในร่องเหงือก ซึ่งเป็นจุดสะสมของคราบพลัคที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดหินปูนได้ และเริ่มแปรงจากด้านนอกของฟันบนก่อน ให้ขยับแปรงวนเป็นวงกลมสั้นๆ แล้วค่อยๆ ขยับแปรงไล่ไปด้านในของฟันบนแล้วจึงตามด้วยฟันล่างทั้งด้านนอกและด้านใน
จุดสำคัญที่ควรเน้นอีกอย่างเลยก็คือ การแปรงฟันกรามซึ่งเป็นส่วนบดเคี้ยวอาหาร แต่ก็มักจะเป็นจุดที่คนส่วนใหญ่ละเลยที่จะดูแลจนเกิดอาการฟันผุได้ง่าย โดยให้วางหัวแปรงในระนาบเดียวกับผิวฟัน แล้วทำการแปรงเป็นวงกลมเล็กๆ โดยไม่ต้องใช้แรงกด แปรงให้ถึงซี่ในสุดของฟันทั้งด้านบน หน้า หลังให้ครบ รวมถึงใช้ไหมขัดฟัน หรือ แปรงซอกฟัน ซึ่งช่วยทำความสะอาดในบริเวณซอกฟันที่ขนแปรงธรรมดาอาจเข้าไม่ถึงควบคู่กันไปด้วย

นอกจากนี้ควรจะเลือกแปรงสีฟันที่มีขนาดที่เหมาะสม และเป็นแปรงที่มีขนนุ่ม มีปลายขนในลักษณะปลายมน หน้าตัดตรง ตัวขนแปรงจะต้องคงรูปแม้แต่ตอนที่เปียกน้ำ และไม่ย้วยในขณะที่เปียก ซึ่งแปรงสีฟันขนนุ่มนี้จะช่วยทำให้แปรงลงบนบริเวณขอบเหงือกที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อนได้ และไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการทำให้คอฟันสึก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการเหงือกร่นและอาการเสียวฟันด้วย
(อ่านวิธีการเลือกแปรงสีฟันขนนุ่มแบบละเอียดได้ที่ แปรงสีฟันขนนุ่ม เลือกยังไงให้ดีต่อสุขภาพเหงือกและฟัน อัปเดท 2021)
สุดท้ายนี้ หากคุณรู้ว่ามีอาการฟันผุ ก็ควรที่จะเข้าพบทันตแพทย์เพื่อทำการรักษาตามอาการ หรือเข้ารับการตรวจเช็กสุขภาพช่องปากทุกๆ 6 เดือน เพราะถ้าหากพบว่า ฟันผุหรือมีปัญหาสุขภาพในช่องปากเรื่องอื่นๆ จะได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที
และหลังจากนั้นก็ควรดูแลฟันให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้เกิดปัญหาฟันผุซ้ำรอยเดิม ไม่เช่นนั้นคุณก็จะต้องเสียเงินให้กับการทำฟันแบบไม่จบไม่สิ้น แถมยังเจ็บตัว ไปจนถึงขั้นสูญเสียฟันแบบถาวรอีกด้วย


