10 ปัญหาสุขภาพช่องปาก และฟันของผู้สูงอายุที่พบบ่อย พร้อมวิธีดูแล

สุขภาพช่องปากและฟันที่ดี เป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ในทุกเพศทุกวัย และเมื่อก้าวเข้าสู่วัยชรา สิ่งเหล่านี้ก็จะยิ่งสำคัญมากขึ้นไปอีก เพราะด้วยร่างกายที่เสื่อมถอยลงในทุกวัน มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมากขึ้นกว่าวัยอื่น ๆ และยังรักษาได้ยาก ซึ่งปัญหาสุขภาพช่องปากในวัยนี้นั้น จึงถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ การดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก และนี่คือ 10 ปัญหาสุขภาพปากและฟันที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ที่ลูกหลานผู้ดูแลอยู่จะต้องระวัง และดูแลพวกเขาให้เหมาะสมด้วยวิธีที่ถูกต้อง

รวม 10 ปัญหาสุขภาพปากและฟันยอดฮิตของผู้สูงอายุ

1.ฟันผุและรากฟันผุ

มักพบฟันผุได้มากที่บริเวณคอฟันและรากฟัน เนื่องจากมีการสูญเสียเหงือก และกระดูกรองรับรากฟันในผู้สูงอายุ ซึ่งหากมีภาวะปากแห้งร่วมด้วย จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดฟันผุให้สูงขึ้น และหากรอยผุนั้นมีการลุกลามไปมาก ก็สามารถนำไปสู่การติดเชื้อภายในช่องปากได้เช่นกัน

2.เหงือกอักเสบ

เหงือกอักเสบ

อาการนี้มีสาเหตุอันเนื่องมาจากการสะสมของคราบจุลินทรีย์บนตัวฟัน ทำให้เกิดโรคเหงือกอักเสบ และสามารถพัฒนาไปสู่โรคปริทันต์อักเสบ ซึ่งจะทำลายเนื้อเยื่อเหงือกและกระดูกที่รองรับฟันได้ โดยอาการที่พบ มักจะขึ้นกับความรุนแรงของโรค ที่มีได้ตั้งแต่เหงือกมีสีแดง เลือดออกขณะแปรงฟัน และในรายที่มีความรุนแรงของโรคมาก จะพบอาการเหงือกร่น การทำลายของกระดูกรองรับรากฟัน รวมทั้งสามารถพบฟันโยกได้อีกด้วย

3.ฟันสึก

อาการฟันสึกจากด้านบดเคี้ยวมักจะพบได้ในฟันกราม ที่เกิดขึ้นจากการขบเคี้ยวอาหารแข็ง หรือกินอาหารที่มีความเป็นกรดสูงบ่อย ๆ รวมไปถึงการใช้เฉพาะบริเวณนั้นเคี้ยวอาหารอย่างต่อเนื่อง ส่วนอาการฟันสึกบริเวณด้านข้างแก้มตรงคอฟัน จะเกิดขึ้นได้การแปรงฟันด้วยแปรงขนแข็งและแปรงผิดวิธีแบบถูไปมา ซึ่งอาจทำให้มีอาการเสียวฟันเป็นครั้งคราว และถ้าสึกมาก ๆ ก็อาจลึกถึงโพรงประสาทฟัน ทำให้ฟันตาย ตัวฟันหักได้

4.ปากแห้ง น้ำลายน้อย

เป็นอีกหนึ่งภาวะที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ยกตัวอย่างเช่น ร่างกายผลิตน้ำลายได้น้อยลง ผลข้างเคียงจากการเป็นโรคเบาหวาน หรือการใช้ยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยานอนหลับ หรือยาขับปัสสาวะ เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลทำให้การกินอาหาร การกลืนอาหาร แม้แต่การพูดจะเป็นไปด้วยความลำบาก และการที่ปากแห้งนี้เอง ก็จะทำให้เนื้อในปากแตกและง่ายต่อการติดเชื้อ เป็นเหตุให้สุขภาพโดยรวมของช่องปากเสื่อมลง

5.การสูญเสียฟัน

เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพในช่องปากผู้สูงอายุที่พบได้บ่อยที่สุด มักเป็นอาการท้าย ๆ ของโรคในช่องปากต่าง ๆ เช่น​ โรคเหงือกอักเสบ หรือโรคฟันผุทะลุโพรงประสาทฟัน ส่งผลทำให้ไม่สามารถรักษาได้ด้วยการบูรณะฟัน จนเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องถอนออกไป และอาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุเองด้วยเช่นกัน

6.ปัญหาจากการใส่ฟันปลอม

ปัญหาจากการใส่ฟันปลอม

ในผู้สูงอายุที่ใส่ฟันปลอมชนิดถอดได้ที่ไม่พอดี จะทำให้เกิดความเจ็บปวดและความรู้สึกไม่สบายในช่องปากได้ จากการที่ตัวฟันปลอมเสียดสีกับเหงือก ทำให้เกิดอาการเจ็บเวลาใช้งาน และอาจพบแผลบริเวณที่ใส่ฟันปลอมได้ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา ปัญหาจะรุนแรงขึ้นและอาจส่งผลต่อการรับประทานอาหารในผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ฟันปลอมที่เก่าและมีสภาพไม่ดีเอง ก็อาจส่งผลทำให้เกิดการติดเชื้อราในช่องปากได้อีกด้วย

7.แผลภายในช่องปาก

แผลในช่องปากของผู้สูงอายุ เกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ  ทั้งจากการกระทบกระแทกจากฟันปลอม หรืออาหารที่แข็ง และขอบฟันที่คม รวมไปถึงเป็นแผลอักเสบในช่องปากที่มีสาเหตุจากภาวะอื่น ๆ เช่น แผลร้อนใน แผลติดเชื้อ หรือโรคภูมิคุ้มกันต้านตนเอง เป็นต้น ซึ่งการมีแผลในช่องปากของผู้สูงอายุ ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที เนื่องจากแผลเรื้อรังในช่องปาก อาจเป็นอาการแสดงของมะเร็งช่องปากได้นั่นเอง

8.มะเร็งช่องปาก

เป็นโรคที่สามารถพบได้โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ หรือแม้ในผู้ที่ไม่พบปัจจัยเสี่ยงชัดเจน โดยจะมีลักษณะเป็นรอยขาว รอยแดง ก้อนบวมหรือแผลเรื้อรังในช่องปาก ต้องได้รับการวินิจฉัยโดยการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ซึ่งในผู้สูงอายุที่มีการพบแผลในช่องปากที่ไม่ยอมหายเอง ก็อาจจะเข้าข่ายโรคนี้ได้ด้วยเช่นกัน

9.ฟันล้ม ฟันเคลื่อน

เป็นอีกหนึ่งภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยในผู้สูงอายุที่สูญเสียฟันไปแล้ว ไม่ว่าจะจากสาเหตุใดก็ตาม แล้วไม่ทำฟันปลอมทดแทนฟันที่เสียไป ส่งผลทำให้ฟันข้างเคียงที่อยู่ข้างกับรูโหว่เหล่านั้นค่อย ๆ ล้มลงมายังบริเวณช่องว่าง จนอาจทำให้เกิดโรคปริทันต์ตามมาได้ เช่น เหงือกอักเสบ เหงือกบวม เป็นหนอง เป็นต้น

10.ภาวะกลืนผิดปกติ

ในวัยสูงอายุ เป็นวัยที่มีความเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพ และระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงความสามารถในการกลืนของผู้สูงอายุด้วยเช่นกัน ภาวะกลืนลำบาก เป็นภาวะที่เกิดจากอวัยวะที่ควบคุมการกลืนผิดปกติหรือทำงานบกพร่อง จนเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก ทางเดินหายใจอุดกั้น ภาวะทุพโภชนาการ ภาวะขาดน้ำ ภาวะพึ่งพิง ภาวะซึมเศร้า คุณภาพชีวิตลดลง ฯลฯ

ผลเสียจากปัญหาสุขภาพช่องปาก และฟันของผู้สูงอายุ

ผลเสียจากปัญหาสุขภาพช่องปาก และฟันของผู้สูงอายุ

ปัญหาต่าง ๆ ภายในช่องปากของผู้สูงอายุ อาจส่งผลกระทบหลายอย่างต่อตัวผู้สูงอายุเอง ทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ โดยผลกระทบโดยตรงนั้นมีหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น มีผลกระทบต่อการบดเคี้ยวและการรับประทานอาหาร ที่ทำให้ผู้สูงอายุได้รับสารอาหารไม่ครบทั้ง 5 หมู่ ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมทำให้ร่างกายอ่อนแอและเจ็บป่วยง่ายอีกด้วย

และการอักเสบติดเชื้อจากโรคภายในช่องปากเอง ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่อาจส่งผลเสีย และเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายได้ รวมถึงหากมีการสูญเสียฟันเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลให้ความสูงของใบหน้าลดลงเนื่องจากไม่มีฟันมารองรับ ทำให้ใบหน้าเหี่ยวย่น เกิดการพูดไม่ชัด และอาจทำให้เกิดความกังวลในการเข้าสังคมด้วยนั่นเอง

การดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุที่ดี ควรทำอย่างไรบ้าง

สุขภาพที่ดี จะเกิดขึ้นได้ด้วยการดูแลรักษาที่ถูกต้อง การดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่สมควรกระทำ มาดูกันดีกว่าว่าควรจะต้องทำยังไงบ้าง เพื่อให้ญาติผู้ใหญ่ที่เราดูแลอยู่นั้น มีสุขภาพช่องปากที่ดี และมีความสุขในทุก ๆ วัน

1. การทำความสะอาด

1.2 ฟันและช่องปาก

  • การเลือกใช้แปรงสีฟัน  

ควรเลือกใช้แปรงที่มีด้ามจับได้ถนัดมือ ยาวพอเหมาะ ส่วนตัวหัวแปรงมีขนาดไม่เล็กหรือใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับขนาดช่องปาก มีขนแปรงที่นิ่ม ปลายมน อย่างแปรงสีฟันสำหรับเด็กหรือแปรงไฟฟ้า และควรเปลี่ยนแปรงสีฟัน เมื่อขนแปรงบาน หรือมีอายุการใช้งาน 2 ถึง 3 เดือนแล้ว

กรณีผู้สูงอายุที่มีปัญหากล้ามเนื้อมืออ่อนแรง หรือไม่สามารถควบคุมการใช้มือในการแปรงฟันได้ดี อาจแก้ไขได้โดยปรับปรุงขนาดของด้ามแปรงสีฟันให้จับได้เหมาะมือ เช่น ปรับปรุงส่วนของด้ามแปรงให้เหมาะกับการกำ อย่างการใช้ยางที่เป็นมือจับของจักรยานสวมทับด้ามแปรงสีฟัน ยึดด้วยกาวหรือดินน้ำมัน หรืออาจเพิ่มสายรัดยึดแปรงไว้กับมือ โดยใช้วัสดุน้ำหนักเบา ไม่ดูดซับน้ำ เช่น หลอดพลาสติก หรือสายน้ำเกลือ ผูกติดกับด้ามแปรง เพื่อให้ถือได้ง่าย

  • วิธีแปรงฟัน 

ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและก่อนนอน ร่วมกับการใช้ยาสีฟันที่มีการผสมฟลูออไรด์ไม่ต่ำกว่า 1,000 ppm นานประมาณ 2 นาที โดยแปรงให้ทั่วถึงในทุกซี่ และทุกด้าน โดยเฉพาะคอฟันและซอกฟัน หลังแปรงฟันแล้ว อาจจะแปรงทำความสะอาดลิ้นเบา ๆ และเลือกใช้อุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ที่เหมาะสมร่วมด้วย เช่น ไม้จิ้มฟัน ไหมขัดฟัน แปรงซอกฟัน แปรงกระจุกเดียว เป็นต้น

1.3 ฟันปลอม

  • ฟันปลอมชนิดถอดได้  

หลังรับประทานอาหารทุกมื้อ ควรถอดฟันปลอมออกมาทำความสะอาด โดยใช้แปรงสีฟันขนอ่อนกับน้ำสบู่ แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด ห้ามใช้ผงขัด และในขณะที่ล้างก็ควรมีภาชนะรองรับ เพื่อป้องกันฟันปลอมตกแตก หากมีคราบฝังแน่นติดฟันปลอม ก็สามารถแช่ในน้ำยาแช่ฟันปลอม หรือน้ำผสมเม็ดฟู่สำหรับฟันปลอมเพื่อช่วยขจัดคราบและฆ่าเชื้อโรคได้ และที่สำคัญ ก่อนนอนทกุครั้งก็ต้องถอดฟันปลอมออก เพื่อให้เหงือกได้พักผ่อน และเอาฟันปลอมแช่น้ำไว้เสมอ ป้องกันไม่ให้ฟันปลอมแตกแห้ง

  • ฟันปลอมชนิดติดแน่น 

ในกรณีของฟันปลอมชนิดติดแน่น ให้ใช้ไหมขัดฟันสอดเข้าทำความสะอาดใต้ฟันปลอม และขอบเหงือกทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร

2. การเลือกรับประทานอาหาร

  • ควรเลือกอาหารจำพวกโปรตีนที่ย่อยง่าย ผัก หรือผลไม้ที่มีกากใยสูง และมีรสชาติที่ไม่หวานจัด
  • ควรลดอาหารที่มีรสหวานจัด หรือมีสัมผัสที่นิ่มละเอียดมาก ๆ รวมไปถึงแบบที่เหนียวติดฟัน เพราะจะเกิดการตกค้างได้มาก ทำความสะอาดออกยาก เป็นต้นเหตุของการทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย
  • ควรลดอาหารที่มีรสชาติเปรี้ยวจัด หรืองดดื่มน้ำอัดลมทั้งหลาย เพราะของเหล่านี้มีกรดจำนวนมากที่ทำให้ฟันสึกกร่อนได้
  • ควรรับประทานอาหารให้เป็นมื้อ ๆ ไม่ควรกินจุบจิบ โดยเฉพาะในช่วงก่อนนอน เพื่อลดการตกค้างของเศษอาหารในช่องปาก

สำหรับผู้ที่ใส่ฟันปลอม ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในการรับประทาน โดยเฉพาะอาหารเหนียวและแข็ง เพื่อป้องกันการสึกกร่อนของฟัน

3. การเสริมสร้างความแข็งแรงของช่องปาก

3.1 การเสริมสร้างความแข็งแรงของตัวฟัน

https://www.shutterstock.com/image-photo/montoursville-pennsylvania-united-states-january-11-2412044477 

ควรใช้ฟลูออไรด์เฉพาะที่เพื่อป้องกันฟันผุ ซึ่งจะต้องมีส่วนผสมของฟลูออไรด์ไม่ต่ำกว่า 1,000 ppm โดยมีแบบใช้ได้เองทั่วไปคือ ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ น้ำยาบ้วนปากผสมฟลูออไรด์ และแบบที่ทันตแพทย์เป็นผู้ให้บริการ อย่างฟลูออไรด์เข้มข้นแบบเจลสำหรับทาเคลือบที่ฟัน

3.2 การเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าและลิ้น

  • การบริหารใบหน้า 

เป็นการบริหารที่จะช่วยปลุกเส้นประสาท กระตุ้นกล้ามเนื้อบนบริเวณใบหน้า เช่น แก้ม ปาก และลิ้น ให้สามารถเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น  แนะนำให้ทำหลังล้างหน้าตอนเช้า มี 3 ขั้นตอน และแต่ละขั้นใช้เวลาประมาณ 10 วินาที จากนั้นให้ผ่อนคลาย แล้วให้ปฏิบัติซ้ำตั้งแต่ต้นอีก 3 รอบ ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 : เริ่มต้นด้วยการสูดหายใจเข้าให้เต็มปอด เหยียดริมฝีปากออกไปด้านข้างเป็นแนวกว้าง ขยับแก้มให้สูง หลับตาให้สนิท

ขั้นตอนที่ 2 : อ้าปากกว้าง และลืมตาให้กว้าง

ขั้นตอนที่ 3 : ปิดปากให้สนิท ป่องแก้ม แล้วขยับปากไปทางซ้ายทีขวาที สลับกัน

  • การบริหารลิ้น

เป็นการบริหารที่จะช่วยให้การเคลื่อนไหวของลิ้นดีขึ้น คลุกเคล้าอาหารได้ดี ช่วยให้ออกเสียงพูดได้ชัดเจนขึ้น และช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำลาย แนะนำให้ทำก่อนรับประทานอาหาร มีวิธีบริหาร 2 แบบ คือ การบริหารโดยการเปิดปาก และการบริหารโดยการปิดปาก มีขั้นตอนดังนี้

การบริหารโดยการเปิดปาก

ขั้นตอนที่ 1 : แลบลิ้นเข้าและออกสลับกัน 

ขั้นตอนที่ 2 : วนลิ้นไปทางซ้ายและขวา จากนั้นหมุนลิ้นไปทางซ้ายและขวาเพื่อเลียรอบ ๆ ริมฝีปาก

ขั้นตอนที่ 3 : แลบลิ้น แล้วขยับลิ้นขึ้นลง เพื่อที่จะแตะปลายจมูกหรือคาง

การบริหารโดยการปิดปาก

ขั้นตอนที่ 1 : ดันริมฝีปากบนด้วยลิ้น

ขั้นตอนที่ 2 : ดันริมฝีปากล่างด้วยลิ้น

ขั้นตอนที่ 3 : ดันแก้มซ้ายและขวาด้วยลิ้น แล้วหมุนลิ้นไปรอบ ๆ ทั้งซ้ายและขวา

4. การกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลาย

การนวดต่อมน้ำลาย จะช่วยกระตุ้นให้ต่อมน้ำลายสามารถผลิตน้ำลายได้มากขึ้น แนะนำให้ทำก่อนรับประทานอาหาร การนวดต่อมน้ำลายมี 3 ต่อมด้วยกันที่จะต้องทำการนวด ได้แก่ ต่อมใต้หู ต่อมใต้คาง และต่อมใต้ลิ้น หลังจากตรวจสอบตำแหน่งที่จะนวดแล้ว ให้ปฏิบัติตามขั้นตอน 1 ถึง 3 แล้วทำซ้ำอีก 2 ถึง 3 ครั้ง ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 : กระตุ้นต่อมใต้หู ด้วยการวางนิ้วก้อยถึงนิ้วชี้ไว้ที่แก้ม แล้วหมุนแถว ๆ ฟันกรามบน วนจากข้างหลังไปข้างหน้า ทำซ้ำ 10 ครั้ง

ขั้นตอนที่ 2 : กระตุ้นต่อมใต้คาง ด้วยการวางนิ้วโป้งไว้ตรงส่วนที่นุ่มตรงกระดูกคาง กดตั้งแต่บริเวณใต้หูจนถึงคางประมาณ 5 ตำแหน่ง ตำแหน่งละ 5 ครั้งตามลำดับ

ขั้นตอนที่ 3 : กระตุ้นต่อมใต้ลิ้น ด้วยการใช้นิ้วโป้งทั้ง 2 มือ กดลงช้า ๆ ที่บริเวณลิ้นข้างใต้คางวนไป 10 ครั้ง

สรุป

เพราะปัญหาสุขภาพในช่องปากสำหรับผู้สูงอายุ เป็นเรื่องที่ใหญ่และมีความเสี่ยงมากสำหรับคนในวัยนี้ การดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิถีพิถันมากขึ้นกว่าเดิม และต้องใส่ใจในเรื่องของความสะอาดที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น ซึ่งคนในวัยนี้ ควรจะเลือกใช้งานแปรงสีฟันที่มีขนนุ่ม และมีด้ามจับที่ใหญ่เพื่อให้จับได้ถนัดมือ อย่างเช่นแปรงสีฟันสำหรับเด็กหรือแปรงสีฟันไฟฟ้า รวมไปถึงยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ไม่ต่ำกว่า 1,000 ppm นั่นเอง และจะต้องหมั่นไปพบทันตแพทย์อย่างเป็นประจำอีกด้วย

ซึ่งผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดช่องปากของ Curaprox นั้น ก็มีตัวเลือกเหล่านั้นให้ได้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นแปรงสีฟันสำหรับเด็ก CURAPROX Kid ultra soft และแปรงสีฟันไฟฟ้า CURAPROX Hydrosonic รวมไปถึงยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ไม่ต่ำกว่า 1,000 ppm อย่าง CURAPROX Enzycal 1450 หรือหากอยากชมสินค้าผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดช่องปากอย่างอื่นของเรา สามาถเข้าไปเลือกชมเลือกซื้อได้ที่เว็บไซต์ Curaprox ของเราได้เลยเช่นกัน

Toothbrush แปรงสีฟัน

แปรงสีฟัน CS 5460 ultra soft

220 ฿
This product has multiple variants. The options may be chosen on the product page

Toothbrush แปรงสีฟัน

แปรงสีฟัน CS 12460 Velvet

330 ฿
This product has multiple variants. The options may be chosen on the product page

Toothbrush แปรงสีฟัน

แปรงสีฟันเด็ก CURAPROX Kids

220 ฿
This product has multiple variants. The options may be chosen on the product page
220 ฿
This product has multiple variants. The options may be chosen on the product page
395 ฿
This product has multiple variants. The options may be chosen on the product page
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียด การใช้งานและการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยคลิกที่ ปุ่ม More info หรือ Accept เพื่อยอมรับการใช้งาน