“ริมฝีปาก” เป็นบริเวณที่มีความบอบบางจึงต้องหมั่นดูแลเป็นพิเศษ แต่สำหรับบางคนที่ทั้งดูแล บำรุง และทำความสะอาดเป็นอย่างดี แต่กลับต้องพบปัญหากวนใจอย่าง “อาการปากแห้ง” ที่สร้างความเจ็บ ความรำคาญ และทำให้รู้สึกไม่มั่นใจได้ง่ายๆ มาดูสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปากแห้งกันดีกว่าว่า มีอะไรบ้าง อาการจะเป็นอย่างไร และอาการปากแห้งที่เป็นอยู่นี้อันตรายหรือไม่ เพื่อที่จะได้หาวิธีการป้องกันได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น

อาการปากแห้งเป็นอย่างไร?
มาสำรวจริมฝีปากตัวเองกันสักนิดว่า มีอาการลอกเป็นขุย แห้ง แตก เป็นแผล เป็นร่อง มีความรู้สึกเจ็บบริเวณมุมปาก หรือมุมปากมีอาการผิวแตก บางทีรู้สึกไม่สบายในช่องปากและรู้สึกแสบลิ้น ความสามารถในการรับรสชาติน้อยลง และความรู้สึกถึงรสชาติคล้ายโลหะในปาก ทำให้มีปัญหาในการกลืน การเคี้ยวอาหารและการพูด หรือบางครั้งก็รู้สึกว่าปากเหนียว คอแห้ง และหิวน้ำบ่อยๆ บ้างหรือเปล่า?
หากคุณมีอาการเหล่านี้อาจหมายถึงสัญญาณของอาการปากแห้ง แนะนำให้รีบหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ พร้อมทั้งหาวิธีป้องกัน เพราะถ้าหากปล่อยไว้นานจนอาการเริ่มรุนแรง ก็จะทำให้มีอาการเจ็บแสบหรือแดง เกิดเป็นแผลเปื่อย แผลอักเสบ หรือแผลพุพอง ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อจนริมฝีปากอักเสบได้ในที่สุด
อาการปากแห้งเกิดจากอะไร?

อาการปากแห้งสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ยกตัวอย่างเช่น
- เกิดจากต่อมน้ำลายไม่สามารถผลิตน้ำลายออกมาเพียงพอเพื่อให้ความชุ่มชื้นได้
- เกิดจากโรคบางชนิด เช่น ภาวะเบาหวานจะส่งผลโดยตรงและทางอ้อมต่อการทำงานและโครงสร้างของต่อมน้ำลายในการสร้างน้ำลายให้เพียงพอในช่องปาก, โรคทางระบบประสาท, โรคฮอดจ์กิน, โรคพาร์กินสัน, โรค HIV/AIDS, โรคตาแห้ง (Sjogren’s syndrome) เป็นต้น
- เกิดจากการใช้ยาบางชนิด เช่น Propranolol ในยาลดความดัน ยารักษาโรคซึมเศร้า ยาลดน้ำมูก ยารักษาโรคอ้วน ยาลดความดันโลหิต ยารักษาสิว Accutane เป็นต้น
- เกิดจากภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาจจะเป็นการดื่มน้ำในปริมาณที่น้อยจนเกินไป ทำให้ริมฝีปากสูญเสียน้ำหล่อเลี้ยง หรือเกิดจากอาการเจ็บป่วย เช่น ท้องเสีย อาเจียน เป็นต้น
- เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีปัญหาริมฝีปากแห้ง
- เกิดจากพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ชอบเลียริมฝีปากบ่อยๆ เพราะน้ำลายมีเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อยอาหาร หากเลียริมฝีปากบ่อยๆ จะทำให้ปากแห้งมากขึ้น, พฤติกรรมหายใจทางปากหรือนอนกรน ทำให้เกิดปากแห้ง จะคอแห้ง หรือแสบคอในตอนเช้าได้เช่นกัน
- เกิดจากการใช้ยาสีฟัน โดยอาจจะเกิดการแพ้ส่วนประกอบบางประเภทในยาสีฟัน เช่น สารก่อฟองประเภท SLS, การแพ้สารลดแรงตึงผิว Cocamidopropyl Betaine น้ำมันหอมระเหย การแต่งกลิ่นในยาสีฟันก็อาจจะทำให้เกิดการปากแห้งได้เหมือนกัน
วิธีรักษาให้อาการปากแห้งหายขาด

วิธีการแก้ไขอาหารปากแห้งให้หายขาดจำเป็นที่จะต้องรู้ถึงสาเหตุเพื่อทำให้เลือกวิธีการรักษาได้อย่างถูกต้องทางที่ดีที่สุดเลยก็คือ การได้รับการตรวจจากแพทย์ว่าเกิดอาการปากแห้งจากปัจจัยใดได้บ้าง ส่วนวิธีการดูแลตนเองเบื้องต้นนั้น ก็สามารถทำควบคู่กันไปได้ ไม่ว่าจะเป็น…
- การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ทำการจิบน้ำเย็นหรือเครื่องดื่มที่ปราศจากน้ำตาล หรือจะอมน้ำแข็งบ่อยๆ ในแต่ละวันก็ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปากได้เช่นกัน
- หลีกเลี่ยงหรือลดพฤติกรรมที่นำไปสู่อาการปากแห้ง เช่น การเลียริมฝีปาก การแกะผิวหนังที่หลุดลอกบริเวณริมฝีปาก การเม้มริมฝีปาก การหายใจทางปาก เป็นต้น
- ปรับเปลี่ยนยาที่ใช้ในการรักษาโรค สำหรับใครที่มีสาเหตุของอาการปากแห้งจากยารักษาโรคที่ใช้ สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและทำการเปลี่ยนยาไปใช้ตัวอื่น เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดปากแห้งได้
- หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มบางชนิด เช่น อาหารรสเค็มจัด เผ็ดจัด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ ฯลฯ ที่จะทำให้รู้สึกกระหายน้ำ หรือปากแห้งมากยิ่งขึ้น
- การสครับริมฝีปากและทาผลิตภัณฑ์บำรุงที่ช่วยให้ปากนุ่ม ชุ่มชื้น ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และลดโอกาสปากแตกหรือปากแห้งได้ โดยการสครับไม่ควรทำบ่อย อาจจะทำแค่อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ส่วนผลิตภัณฑ์บำรุงริมฝีปากสามารถทาได้ทุกวัน แต่อาจจะต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ไว้ด้วย
- เลือกใช้ยาสีฟันที่ปราศจากสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น สารที่ทำให้เกิดฟอง (Sodium Lauryl Sulfate : SLS) สารกันบูดประเภทพาราเบน สารเคมีเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียประเภทไตรโคซาน กลูเต็น ฯลฯ รวมถึงเป็นยาสีฟันที่มีรสชาติอ่อนโยน ไม่แสบร้อน สามารถใช้วิธีการแปรงฟันแห้งร่วมได้ อย่าง ยาสีฟันของ Curaprox ที่ช่วยดูแลสุขภาพเหงือกและฟันด้วยสูตรอ่อนโยน ช่วยป้องกันฟันผุ รวมถึงพัฒนาสูตรมาให้ช่วยแก้ปัญหาสุขภาพปากและฟันในแต่ละบุคคลได้อย่างตรงจุด
สรุป
อาการปากแห้งสามารถรักษาให้หายได้ แต่ต้องทราบถึงต้นตอของปัญหาและทำการรักษาอย่างถูกต้อง ไม่ควรปล่อยให้อาการลุกลาม เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการเป็นภาวะปากอักเสบแล้ว อาการปากแห้งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความเสี่ยงเกิดฟันผุได้มากขึ้นด้วย
ดังนั้น เพื่อป้องกันสุขภาพปากและฟันให้แข็งแรงก็ควรที่จะให้ความสำคัญในการดูแลริมฝีปากภายนอกไปจนถึงการทำความสะอาดภายในช่องปากให้ดีอยู่เสมอด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน แต่ก็ช่วยขจัดคราบพลัคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการรักษาและป้องกันในด้านอื่นๆ เช่น การทาลิปที่ให้ความชุ่มชื้น การดื่มน้ำให้เพียงพอ รวมถึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดปากแห้งตามมาด้วย
